วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Field Trip วันที่ 3

วันที่ 3 ของการเดินทาง (วันจันทร์ ที่ 6 กรกฏาคม)
ในวันนี้สถานที่ที่ไปส่วนใหญ่จะเป็นชุมชนที่มีบ้านเก่าแทบทั้งหมู่บ้าน ชื่อหมู่บ้านว่า บ้านทุ่งกว๋าว ถือเป็นการอนุรักษ์ความเป็นท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี























ซึ่งอธิบายอะไรได้ไม่มาก นอกจาก ดูภาพแล้วให้ความรู้สึก บรรยายแทนแล้วกัน ส่วนสิ่งที่น่าประทับใจภายในหมู่บ้านแห่งนี้ คือ ความเป็นกันเองของคนในหมู่บ้าน และ ของขายต่างๆ ซึ่งราคาถูกมากๆ และท้ายหมู่บ้านมีการทำนาขั้นบันไดซึ่งมีทรรศนียภาพที่สวยงามมาก มีภูเขาเป็นฉากกั้น














เห็นชาวบ้านกำลังทำนา เห็นเพื่อนๆ ลงไปเดินเล่นและเก็บภาพของทุ่งนาแห่งนี้









ดูแล้วรู้สึก ว่า ทริปวันนี้ กับเมื่อวาน มันคนละความรู้สึกกันเลย ดูเป็นทริปที่ได้ความหลากหลายจากการเดินทาง จากนั้นหลังจากเก็บภาพเสร็จก็เดินทางต่อไปยังวัดปลายนาและได้พักกินข้าวที่นี่ แต่เนื่องจากกระผมไม่ได้นำกับข้าวมาด้วยจึงได้ถามลุงคนหนึ่งว่าแถวนี้มีร้านกับข้าวขายหรือเปล่า ลุงก็บอกว่างั้นลุงพาไปเอง จากนั้นผมและคณะที่ไม่ได้นำกับข้าวมาด้วยก็เดินตามลุงคนนี้ไป ซึ่งคุณลุงก็พาไปตามตรอกซอกซอยซึ่งซับซ้อนมาก ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าในตรอกขนาดนี้จะมีร้านอาหารขายอยู่แล้วลุงบอกว่าถ้าร้านนี้ปิดก็จะมีอีกร้านนึงซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งน่าตกใจมากที่ทั้งหมู่บ้านมีร้านกับข้าวแค่ 2 ร้าน ทำให้พอเดาได้ว่า คนในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่น่าจะทำกับข้าวกินกันเอง และอาคารที่ขายก็ไม่ได้แพง แต่ให้เยอะมากๆ พอทานเสร็จก็กลับไปที่วัดและได้ตระเวนถ่ายรูปต่อ











และได้เดินลุยทุ่งนา ตามอาจารย์ทรงเกียร์ติ กับอาจารย์ตี๋










ซึ่งดูทุลักทุเลกันมาก แต่ก็สนุกไปอีกแบบ










จากนั้นก็เดินทางกลับ ระหว่างที่เดินทางกลับก็ได้แวะชมบ้านเก่าๆ แถวๆข้างทาง และไปหยุดที่วัดข่วงกอม




เป็นวัดที่เพิ่งสร้างใหม่ แต่มีการศึกษาศิลปพื้นเมืองมาเป็นอย่างดีและได้นำมาสร้างได้อย่างสวยงามและวิจิตรอลังการเป็นอย่างมาก ตัววัดประกอบด้วย วิหารไม้ ซึ่งแกะสลักได้ละเอียดอ่อนมากๆ และวิหารคต ที่มีฐานเป็นกำแพงหินขนาดใหญ่ โอบล้อมตัววิหาร




เหมือนกับ วัดลำปางหลวง ด้านหน้าวัดเป็นกุฏิ ซึ่งออกแบบได้เข้ากับตัววัด และมีการเชื่อมต่อของกุฎิแต่ละหลังด้วยลานเอนกประสงค์ด้านหน้ากุฎิ ดูน่าใช้งานเป็นอย่างยิ่ง เดินต่อไปยังด้านหลังกุฎิเป็นบ้านโบราณที่มีการจัดสวนและองค์ประกอบต่างๆของตัวบ้านดูหน้าสนใจตั้งแต่รั้วบ้าน และช่องเปิดต่างๆ รวมไปถึงสัดส่วนของบ้านที่ดูพอดี สวยงามจากนั้นก็เดินไปบ้านอีกหลังหนึ่ง ที่มีตัวบ้านเป็นบ้านแบบใหม่ แต่ยังคงเก็บยุ้งฉางแบบโบราณไว้ โดยได้มีการออกแบบและได้คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยในหลายๆด้าน สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของบ้านหลังนี้ก็คือ มีการนำเอา แฮ้ว

ซึ่งเคยเป็นเครื่องมือที่ใช้ล่ามวัว ควาย มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงในการตักน้ำบ่อ ได้อย่างดีเลยทีเดียว จากนั้นก็ได้เดินทางไปยังท้ายหมู่บ้านและเก็บภาพทิวทัศน์ท้ายหมู่บ้าน ที่สวยงาม




ซึ่งกว่าจะได้ภาพนั้นมาต้องเดินข้ามโคลน ที่มีความลื่นมาก ต่อด้วยสะพานไม้ ที่มีความผุ และดูไม่น่าไว้วางใจที่จะข้ามสักเท่าไหร่

พอเก็บภาพเสร็จก็ได้กลับมายังรถและเดินทางกลับไปยังที่พักในตัวเมืองดังเดิม ................. จบการบันทึก ในวันที่ 3.............

Field Trip วันที่ 2

วันที่ 2 ของการเดินทาง (วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฏาคม)
เป็นอีกวันที่ต้องตื่นแต่เช้าซึ่งเป็นเช้าที่มีฝนโปรยปรายลงมาเรื่อยๆ และอาจารย์ได้ให้นักศึกษาหาอาหารเช้าทาน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไปกินข้าวซอยโอมาสาขา 3 ซึ่งหลายคนก็บอกว่าอร่อย บางคนก็บอกว่าลูกเจ้าของน่ารัก บางคนก็บอกไม่ค่อยชอบ เมื่อทุกคนทานข้าวเสร็จก็ได้ขึ้นรถเพื่อจะออกเดินทางไปยังจุดหมายแรก นักศึกษาเมื่อขึ้นบนรถก็หลับตามเคย จากนั้นก็ถึงจุดหมายแห่งแรก นั่นก็คือ






วัดไหล่หิน


ซึ่งทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สวยจังเลยแล้วทุกคนก็อึ้งกันซักพักแล้วอาจารย์ก็เรียกเข้าไปหลบฝนที่ศาลาการเปรียญ แล้วอาจารย์จิ๋วก็ได้อธิบายเกี่ยวกับวัดไหล่หิน ว่า วัดไหล่หิน ประกอบด้วย เจดีย์ วิหาร(คต) ลานหน้าวัด(ลานทราย) มาจากการขนทรายเข้าวัดในช่วงวันสงกรานต์โดยเชื่อว่า การนำของออกจากวัดถือเป็นบาป แม้กระทั่ง ทรายที่ติดไปกับรองเท้า จึงได้มีประเพณีขนทรายเข้าวัดเพื่อเปรียบเสมือนการนำเอาทรายที่ติดตัวออกจากวัด นำกลับมาคืนยังวัดดังเดิม วิหาร เป็นวิหารแบบโบราณ ขนาด กว้าง 5 ม. ยาว 9 ม.





พระวิหารเก่าแก่ฝืมือช่างเชียงตุงศิลปแบบล้านนาไทย ลวดลายแพรวพราว โดยเฉพาะหน้าบัน ปัจจุบันยังคงลวดลายอยู่อย่างสวยงาม






หน้าบัน

ภายในวิหารมีพระประธานที่สวยงามตามแบบสมัยโบราณนอกจากนั้นยังมีรูปปั้นพระมหาป่าเกสระปัญโญ



ซึ่งท่านปั้นด้วยฝีมือของท่านเองโดยมีขนาดเท่าตัวจริง หน้าต่างใช้วิหคตรึง หลังคาไม่มีจันทัน ซุ้มประตูโขง ก่อด้วยอิฐถือปูน ลวดลายส่วนมากจะเป็นรูปสัตว์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง



ลวดลายส่วนซุ้มประตูดโขง

ซึ่งปัจจุบันรูปสัตว์ต่างๆ ได้หักลงมาตามอายุของวัตถุ และได้ถูกนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของวัด ลักษณะเด่นของวัดไหล่หินเป็นวัดที่มีความครบถ้วน ตามองค์ประกอบของพุทธสถานล้านนา ประกอบด้วย ลานหน้าวัดที่เรียกว่า “ข่วง” มีวิหารโถง


ศาลาบาตรและลานทราย มีเจดีย์ท้ายวิหารแบบล้านนาที่บรรจุพระบรมธาตุซึ่งองค์ประกอบดังกล่าว เป็นแบบจำลองภูมิภาคจักรวาล คือ วิหารเปรียบเสมือน ชมพูทวีป เจดีย์เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ และลานทรายเปรียบเสมือนมหานทีสีทันดร จากนั้นก็ได้ให้นักศึกษาแยกย้ายกันไปเก็บภาพต่างๆ ภายในวัด จากนั้นเมื่อถ่ายรูปเสร็จก็ได้นั่งคุยกับคุณลุงคนหนึ่ง ซึ่งคุณลุงท่านนี้มีอัธยาศัยที่ดีมากๆ ถามอะไรก็ตอบหมดทุกอย่างพร้อมกับสีหน้าที่ยิ้มแย้มตลอดเวลา คุณลุงเล่าว่า วัดไหล่หินหลวง มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า วัดเสลารัตนปัพพะตาราม หรือ ไหล่หินแก้วช้างยืน เป็นวัดแห่งแรกๆของจังหวัด สร้างใน ปี จ.ศ. 1045 (พ.ศ. 2226) เป็นวัดพี่วัดน้องกับวัดพระธาตุลำปางหลวง โดยจะสังเกตเห็นว่า วัดไหล่หินจะมีช้างยืนอยู่ด้านหน้าของวัด



ซึ่ง ลุงบอกว่า ได้สร้างใหม่ขยายมาจากศาลเล็กๆที่อยู่ในตัววัด


ศาลช้างยืน

ใกล้ๆกำแพงวิหารคต ลุงก็บอกอีกว่า ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงก็มีนะ แต่เป็นช้างหมอบ และสังเกตว่าวัดนี้มีขนาดเล็ก มีพื้นที่ที่ๆเป็นลาน ไม่ใหญ่มาก เวลาทำกิจกรรมต่างจะเพียงพอรึเปล่า และไม่มีหลังคาปิดแบบนี้ จะมีปัญหาอะไรรึเปล่าตอนวันที่ต้องจัดงานประเพณีต่างๆในวัด คุณลุงก็บอกว่า ด้านข้างของวัดที่เห็นเป็นดงหญารกๆ เมื่อใกล้วันงานประเพณี จะมีชาวบ้านเกณฑ์กันมาช่วยกันถางหญ้า ทำความสะอาดให้ดูโล่ง และใช้ทำเป็นที่ขายของของพ่อค้าแม่ค้า แล้วก็ที่พักนั่งคอย ส่วนลานวัดที่เป็นทายโล่งๆ ก็จะมีการยกแค่โต๊ะไว้วางสิ่งของสัมพาระของชาวบ้าน อย่างเช่นงาน สลากพัตร์ ก็จะมีชาวบ้านนำเอาก๋วยสลากมาวางบนโต๊ะที่ลานทรายที่เตรียมไว้ แล้วถ้าฝนตกชาวบ้านก็ยอมเปียกฝน คุณลุงบอกว่า ชาวบ้านยินดีที่จะเปียกฝนเพราะรู้สึกว่ามีความชุ่มเย็นดี ทำให้รู้สึกว่า ชาวบ้านที่นี่ มีความคิดที่ติดดิน อยู่ง่าย และไม่เรื่องมาก และมีความสามัคคี พร้อมใจกันที่จะ ทำนุ บำรุงรักษาศาสนสถานคู่บ้านคู่เมืองของตนไว้อย่างดี พอคุยกับคุณลุงเสร็จก็เหลือไปเห็นเทียนกองๆกันอยู่ก็เลยถามลุงว่า นี่เป็นเทียนบูชารึเปล่า ลุงก็ตอบว่า ใช่ แล้วปีนี้ได้บูชาเทียนรึยัง ผมก็ตอบไปว่า เรียบร้อยแล้ว แล้วก็บอกว่า บูชาอีกก็ได้แล้วได้ชักชวนเพื่อนๆ ไปบูชาเทียน เพื่อนๆก็ให้ความร่วมมือกันอย่างดี ทั้งๆที่ยังงงกันอยู่ว่าบูชาเทียนทำไม น่ารักกันมากๆ ผมก็บอกภายหลังว่าเหมือนเป็นการสะเดาะเคราะห์ อะไรประมาณนี้ จากนั้นก็หมดเวลาและก็ได้แยกย้ายกันขึ้นรถ เพื่อที่จะไปยังจุดหมายต่อไป นั่นก็คือ วัดพระธาตุลำปางหลวงที่ได้กล่าวไปเมื่อครู่ว่าเป็นวัดพี่วัดน้องของกับวัดไหล่หิน โดยวัดพระธาตุลำปางหลวงสร้างหลังวัดไหล่หินประมาณ 14 ปี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดไหล่หินมากนัก และมีการวางแปลนที่เหมือนกันกับวัดไหล่หิน แต่จะขยายสัดส่วนให้ใหญ่กว่าวัดไหล่หินโดยจะสร้างบนเนิน และมี บันไดวัดที่มีพญานาค ทอดยาวลงมา นำสายตาไปสู่ตัวซุ้มประตู ซึ่งเรียกว่า



ซุ้มประตูโขง และที่ช่องของซุ้มประตูก็จะเห็นวิหารวัด มาเป็นฉากกั้น ซึ่งขณะที่ไปนั้นได้มีการบูรณะองค์พระเจดีย์อยู่ จึงทำให้รู้สึกขัดหูขัดตา และได้มีการก่อสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาบดบัง space เดิมๆ ของวัด ซึ่งข้อแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ของวัดพระธาตุลำปางหลวงกับวัดไหล่หินก็คือ การเล่น space ของวัดพระธาตุลำปางหลวง โดยวิหารจะไม่มีผนัง จะมีการเล่น space ที่น่าสนใจ ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันเมื่อหันมองแต่ละด้านของวิหาร และมีการเล่นลวดลายอันวิจิตรในส่วนของซุ้มประตูและ



หน้าบัน รวงผึ้ง จากนั้นก็ให้นักศึกษาแยกย้ายไปถ่ายภาพต่างจุดต่างๆของวัด


แล้วก็ให้พักรับประทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัยจากนั้นก็ได้เดินทางต่อไปยังวัดปงยางคก สิ่งแรกที่เห็นคือ การสร้างวิหารใหม่ เคียงคู่กับ วิหารอันเดิม ซึ่งดูแล้วขัดหูขัดตา


จากนั้นอาจารย์จิ๋วก็เริ่มการบรรยามวัดแห่งนี้ โดยอาจารย์เล่าว่า วัดนี้ไม่มีผนังวิหารเหมือนกับวัดพระธาตุลำปางหลวง



เสาที่มีการบูรณะใหม่ได้หลุดร่อนทำให้เห็นลวดลายเดิม

และมีสัดส่วนที่มีพอดี เมื่อเข้าไปอยู่ด้านในของวิหารแล้ว ไม่รู้สึกแออัดเหมือน ตอนที่ดูอยู่ด้านนอก ตัวลาน มีการนำเอาหินมาโรย แทนทราย โดยกรมศิลป์ฯ มาปรับปรุงโดยเชื่อว่าได้รับอิทธิพลมาจากญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อใช้งานจริงแล้ว ลานหินจะทำให้เดินลำบาก เนื่องจากชาวบ้านเมื่อประกอบพิธีทางศาสนามักจะถอดรองเท้า ทำให้เจ็บที่ฝ่าเท้า และไม่สะดวกในการประกอบพิธีกรรม วัดแห่งนี้ ยังมี กู่จ้างนบ ซึ่งเป็นภาษาเหนือ แปลว่า ที่เก็บสถูปของช้างที่ทำท่านบน้อม หรือ คุกเข่า



ซึ่งจากการสอบถามอาจารย์พี่ใหญ่ ได้เล่าให้ฟังว่า เชื่อว่า ช้างนี้ เป็นช้างคู่บารมีของพระนางจามเทวี ซึ่งเคยเสด็จมายังวัดแห่งนี้ และได้ทำท่านบพระนางจามเทวีแล้วได้ล้มไป จึงได้สร้าง กู่ หรือ สถูปนี้ไว้ให้จากนั้น ก็ได้ยืนสนทนาและยืนอ่านป้ายภาษาล้านนา ที่อยู่ด้านข้างกู่จ้างนบ ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันว่า อ่านว่าอะไร จากนั้นก็ได้ยินเสียงเรียกจากเพื่อน ให้ไปขึ้นรถได้แล้ว จึงได้ทะยอยกันไปขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับ ระหว่างทางได้เห็นบ้านทรงโบราณ และได้จอดลงไปถ่ายรูปกัน โดยบ้านหลังนี้

มีการผสมผสานศิลปตะวันตกกับศิลปพื้นเมืองของไทยได้อย่างลงตัว โดยมีการเล่นspace ในส่วนของบันได และ หลังคา ที่เห็นแล้ว

ดึงดูดให้กลุ่มนักศึกษาแห่กันลงไปถ่ายรูปกันอย่างมาก ทำให้ชาวบ้านแถวนั้น พร้อมกับเจ้าของบ้าน ประหลาดใจ และภายหลังได้เปิดหน้าต่างให้ดูในส่วนของ ด้านในของตัวบ้าน และได้เดินตระเวนถ่ายรูปบ้านโบราณแถวๆนั้น

จากนั้นไม่นานก็ได้แยกย้ายขึ้นรถ เพื่อเดินทางกลับ แต่รถก็ต้องหยุดจอดอีกครั้ง เมื่อเห็นบ้านหลังหนึ่ง ที่มีความเก่าแก่ไม่ต่างจากบ้านหลังแรก และก็ได้เดินตระเวนถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จนได้เห็นบ้านอีกหลังหนึ่งที่มีการจัดสวนที่น่ารัก และน่าสนใจ อย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจของต้นไม้ที่นำมาปลูก และรู้ถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นอย่างดี ด้านหลังบ้านหลังนี้ เป็นบ้านของตายาย คู่หนึ่ง ที่อยู่กับลูกหลานซึ่งประกอบด้วย เพิง 2 หลัง ซึ่งเพิงหลังแรก ใช้ทำประโยขน์ได้เอนกประสงค์ ทั้งรับแขก และนั่งคุย กับเพื่อนบ้าน ส่วนเพิงหลังที่ 2 เป็นห้องครัวและห้องน้ำ


ซึ่งด้านหน้าบ้านเป็นสวนครัวเล็ก ที่ดูแล้วมีความเป็นท้องถิ่น และ เข้าใจถึงการใช้งานได้เป็นอย่างดี จากนั้นเมื่อถ่ายรูปเสร็จก็ได้เดินทางกลับไปยังที่พัก และ แยกย้ายกันไปพักผ่อน อาบน้ำ ทานข้าวกันตามอัธยาศัย ซึ่งทำให้หลายๆคน อ่อนเพลียกันไปในทริปนี้พอสมควร .....จบทริปวันที่ 2.......

Diary Field Trip

DIARY FIELD TRIP
ความรู้สึกก่อนไปทริป : เมื่อทราบว่าจะได้ไปทริปที่จะต้องไปภาคอีสาน และเหนือ รู้สึกตื่นเต้นมาก ได้โทรไปบอกที่บ้าน ว่าจะได้ไปค้างที่ลำปางด้วย จึงให้พี่สาวเตรียมของฝากให้เพื่อนๆ แล้วก็ทำกับข้าวเหนือ มาให้เพื่อนๆชิมกัน อาจารย์นัดคุยเรื่องกฏระเบียบ ก็คุยเรื่อง สิ่งที่ต้องเตรียมไป นัดเวลารถออก แล้วพูดถึงเหตุการณ์อันน่าสลด ที่มีรุ่นพี่ ป.โท โดนยิงขณะไปทริป จึงทำให้ทริปครั้งนี้ “ปลอดแอลกอฮอลล์“




วันแรกของการเดินทาง (เสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม)
เป็นเช้าที่ตื่นเช้ามาก เพราะตื่นเต้นกับทริปนี้ ทำให้นอนไม่หลับ กลัวตื่นไม่ทันรถ กลัวลืมของ กลัวนุ้น กลัวนี่ จึงทำให้เตรียมตัวที่ไปจะทริปแต่เช้า และไปขึ้นรถที่คณะ พอไปถึง เพื่อนๆยังมากันไม่ครบเลย อาจารย์ก็บอกให้ไปหาอะไรกินกันก่อน เหล่านักเรียนก็ทะยอยกันไปหาข้าวกิน หาของกินรองท้อง บ้างก็ไปเบิกเงินเตรียมผลาญเต็มที่ ไม่นานนัก ก็พากันกลับไปที่รถแล้วเมื่อเหล่านักศึกษาพร้อมกันแล้ว รถก็ได้ทำการออกเดินทาง ขณะที่รถออก เสียงนักศึกษาก็คุยกันเจียวจาว ตื่นเต้นกันดี ร้องเพลงบ้าง เล่นไพ่กันบ้าง ไม่นานนัก บนรถก็กลับสู่ความสงบ เพราะทุกคนหลับกัน สงสัยอาจจะเพราะคงจะตื่นเช้ากัน ไม่นานนัก รถก็แวะพักให้ทานเข้า ที่ปั๊มแห่งหนึ่ง ไม่นานนักรถก็ออกเดินทางต่อ แล้วนักศึกษาก็หลับกันต่อ ไม่นานนักก็ถึงสถานที่แรกที่ได้ไปก็คือ บ้านของอาจารย์ทรงชัยที่จังหวัดสระบุรี สิ่งที่เกิดขึ้นทุกคนงัวเงียกันมาก แต่พอทุกคนย่างก้าวเข้าไปในบ้านของอาจารย์ทรงชัยแล้ว ทุกคนกลับตื่นตาตื่นใจมาก กับเรือนไทยโบราณ ที่มีศาลาคล่อมคลองเล็กหน้าบ้าน เป็น APPROCH ที่มีความร่มรื่น










ลานดินบ้านอาจารย์ทรงชัย



นำสายตาไปสู่ลานดินกว้างพอประมาณ แล้วก็พบกับบุคคลคนหนึ่ง ที่สวมชุดม่อฮ่อม ยืนทักทายกับอาจารย์จิ๋ว อย่างสนิทสนม บุคคลท่านนั้นก็คือ อาจารย์ทรงชัยนั่นเอง สิ่งที่แปลกใจอีกอย่างก็คือ การทักทายระหว่างอาจารย์จิ๋วกับอาจารย์ทรงชัย จะทักทายเป็นภาษาเหนือ ซึ่งก็งงมาก ว่าทำไมถึงคุยกันเป็นภาษาเหนือ ทั้งๆที่ ที่นี่มันจังหวัดสระบุรีไม่ใช่เหรอ หรือว่าอาจารย์เป็นคนเหนือรึเปล่า นั่นก็ยังคงคาใจของกระผมอยู่ ไม่นานนัก อาจารย์จิ๋วก็เกริ่นแนะนำอาจารย์ทรงชัยพร้อมกับอธิบายเกี่ยวกับเรือนโบราณหลังนี้ และให้อาจารย์ทรงชัยได้กล่าว และเล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับบ้านหลังนี้ จึงทำให้รู้ว่าอาจารย์ทรงชัย เป็นคนน่าน ที่อพยพมาอยู่ที่สระบุรีตั้งสมัยโบราณมาแล้ว จึงทำให้หายสงสัยว่าทำไมอาจารย์จิ๋ว กับ อาจารย์ทรงชัย ทำไมถึงทักทายกันเป็นภาษาเหนือ ^^
จากนั้นอาจารย์จิ๋วก็ให้แยกย้ายไปเก็บภาพรอบๆบ้านหลังนี้ เหล่านักศึกษาก็แยกย้ายกันไปถ่ายรูปกันคนละทิศละทาง พอเวลาประมาณ เที่ยงกว่าๆ อาจารย์ทรงชัยก็บอกว่าใครที่ถ่ายรูปเสร็จแล้วก็ให้ข้ามฝั่งของถนนไปพักรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นให้เป็นหอวัฒนธรรมพื้นบ้าน







บ้านเรือนไทย









บ้านเรือนแพ



ซึ่งมีลักษณะเป็นทั้งเรือนไทย และ เรือนแพ ซึ่งที่แห่งนี้มีความร่มรื่นมาก บรรยากาศดีมากๆ และใช้เป็น Location ในการถ่ายละครไทยหลายๆเรื่อง นักศึกษาก็ได้แยกย้ายกันไปหาที่พักเพื่อจะได้ลงหลักนั่งพักกินข้าวกันตามอัธยาศัย อาหารมื้อนี้อร่อยมากๆ และยังมีน้ำสมุนไพรให้ตักกินกันอีก ซึ่งนักศึกษาบางคนยังไม่เคยดื่มมาก่อนเลยก็มี พอนักศึกษาและคณาจารย์พักรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย อาจารย์ทรงชัยก็จัดการแสดงโดยเป็นการแสดงของเด็กๆนักเรียนแถวหมู่บ้าน ที่เข้าร่วมโครงการของอาจารย์ทรงชัย การแสดงแรกที่เห็นก็คือ การฟ้อนเล็บ ซึ่งนำเอาเด็กประมาณชั้น ป.1-2 มาฟ้อน ซึ่งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เรียบง่าย โดยการใส่เสื้อยืดกับนุ่งซิ่น หรือ ผ้าถุง เป็นการแสดงที่น่ารัก อ่อนช้อย งดงาม และประทับใจมาก การแสดงชุดที่ 2 คือ การฟ้อนโคม












การแสดงฟ้อนโคม



ซึ่งเป็นการฟ้อนที่เป็นการแสดงของนักเรียนที่โตขึ้นมาอีกหน่อย น่าจะซักประมาณ ป.3-4 ซึ่งจังหวะดนตรีจะคึกคักขึ้นมาอีกหน่อยดูแล้วก็ให้ความรู้สนุกไปอีกแบบ จากนั้นก็ถึงการแสดงชุดที่ 3 เป็นการฟ้อนที่ลอกเลียนเบียบท่าทางของนกยูง














ซึ่งคราวนี้เป็นการโชว์เดี่ยวของนักเรียนคนหนึ่ง การแสดงชุดนี้จะมีสิ่งที่สะดุดตาก็คือ เครื่องแต่งกาย จะมีไม้และผ้าทำเป็นหางของนก ดูแล้วเพลินและสนุกไปอีกแบบ และการแสดงชุดสุดท้ายก็คือการแสดงที่นำเอาช่างฟ้อน ทุกคนมาฟ้อนโชว์ที่เรือนแพ ดูแล้วละลานตามาก น่ารัก น่าเอ็นดูกันทั้งนั้น พอการแสดงเสร็จ ก็มีการให้เหล่านักศึกษามาร่วมรำวงกับเหล่าช่างฟ้อนเด็กๆ ซึ่งเหล่านักศึกษาก็เขินๆ และไม่ค่อยกล้า ส่วนมากจะแห่กันถ่ายรูปช่างฟ้อนกันมากกว่า จากนั้นก็ได้แยกย้ายกันไปซื้อของฝากติดไม้ติดมือ ถือเป็นการช่วยอุดหนุนชาวบ้านแถวนั้นและกลับไปขึ้นรถ เตรียมเดินทางต่อ ไปยังจังหวัดลำปาง
แต่ระหว่างการเดินทางนั้น ได้พักแวะชมโบราณสถาน เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ที่จังหวัดกำแพงเพชร


















เป็นวัดที่ก่อด้วยศิลาแลงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งในระแวกนี้มีวัดอยู่ติดๆกันหลายวัด วัดที่ได้ไปก็คือวัดพระนอน และวัดพระสี่อิริยาบท ซึ่งจะมีวิหารอยู่ด้านหน้าตัวเจดีย์ และ อาจารย์ได้ชี้ให้ดูช่องเปิดที่เป็นสี่เหลี่ยมยาวซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมของสุโขทัยที่ยังหลงเหลือไว้อยู่ จากนั้นก็เดินลัดลานหญ้าไปยังวัดพระสี่อิริยาบท













วัดพระสี่อิริยาบท




ซึ่งจะตะลึงกับพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเหลือเพียงซากปรักหักพัง ให้คนรุ่นหลังได้พึงสังวรณ์ใจ แต่ยังมีพระพุทธรูปอยู่องค์หนึ่ง คือ








พระพุทธรูปปางยืน





ที่หันหลังชนกำแพงโค้ง ที่เหมือนกับกำแพงได้โอบอุ้มตัวพระพุทธรูปนี้ไว้ ทำให้เหมือนผลักให้ตัวพระพุทธรูปนี้ดูมีมิติ ซึ่งเป็นอิริยาบทที่อ่อนช้อยและสง่างาม เป็นการก่อด้วยศิลาแลงและฉาบด้วยปูนแสดงให้เห็นถึงฝีมือช่างในยุคนั้นว่ามีความปราณีตละเอียดอ่อนอย่างมาก จากนั้นก็ได้เจอกับกลุ่มทัวร์อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังจะเวียนเทียนในวัดแห่งนี้ซึ่งในตอนนี้ก็ค่ำแล้ว และแสงก็จะหมดแล้ว จึงสมควรแก่เวลาที่จะต้องขึ้นรถกลับไปยังจุดมุ่งหมายต่อไป ซึ่งก็คือ ตลาดโต้รุ่งที่จังหวัดกำแพงเพชร ก็ให้นักศึกษาแยกย้ายกันไปพักรับประทานอาหารเย็นกันตามอัธยาศัย และถ้าใครที่ทานเสร็จแล้วก็ให้ไปรอเพื่อนๆที่รถ และจะได้ออกเดินทางไปยังที่พักที่จังหวัดลำปาง ซึ่งกว่าจะถึงที่พักก็ประมาณ ตี 2 ซึ่งพอถึงที่พักก็ได้ให้นักศึกษาแยกย้ายกันไปพักผ่อน .......จบการบันทึกในวันแรก......

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ทัศนคติเกี่ยวกับอาชึพสถาปนิก

ทัศนคติเกี่ยวกับอาชีพสถาปนิก

มัยมัธยม
ตอนนั้นผมมีความสนใจทางด้านการวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก และผมก็ไม่ชอบที่จะเรียนวิชาเคมีเอามากๆ ผมเลยคิดว่า ชาตินี้จะไม่เรียนต่อวิชาไหนที่มันต้องใช้วิชาเคมีเด็ดขาด แล็วก็มีอยู่สาขาเดียวที่ผมสนใจมาตั้งแต่นั้นมา นั่นก็คือ "สถาปัตย์" ^^


แล้วมีอยู่วันนึง อาจารย์ประจำวิชาภาษาไทยให้วาดรูป "เวตาล" แล้วอาจารย์ก็บอกว่าใครวาดสวยจะมีรางวัลตอนนั้น ผมก็ได้รางวัลนั้นมา โหะๆๆๆ แล้วอาจารย์ก็บอกว่า ฝีมือการวาดรูปแบบนี้ ลองไปเรียนทางด้านสถาปัตย์สิ ผมก็บอกอาจารย์ไปว่า ผมอยากเรียนอยู่แล้ว แล้วอาจารย์ก็แนะนำให้ลองมาสมัครที่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังดูตอนแรกๆ ไม่คิดว่าจะติดด้วยซ้ำ คิดว่าจะเข้า คณะสถาปัตย์ที่ ม.ศรีปทุม เหอะๆๆๆ แต่แล้ว ก็ติด ที่ลาดกระบังจนได้ ^^' ฟลุคมากๆ










ทัศนคติตอนอยู่มหาลัย

หลังจากติดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังแล้ว


วันแรกที่มาถึง คือไม่มีที่พัก ตอนนั้นมากับเพื่อนวิดวะอีก 2 คน วันนั้นคุยกับเพื่อนว่า หาที่พักก่อนมั้ย ก็เลยขึ้นแท็กซี่แล้วบอกว่า "พี่คับไปโรงแรมอะไรก็ได้แถวนี้หน่อย" พี่แท็กซี่เลยพาไป โรงแรมม่านรูด - -'





พระเจ้าช่วย ให้ตายเหอะ คืนแรกก็จะให้นอนม่านรูดกะเพื่อนละ ฮามาก แต่คุยกับเพื่อนว่าไม่อยู่นะ เลยไปบอกพี่แท็กซี่ไปว่า เอาโรงแรมดีๆกว่านี้ไม่มีละเหรอ พี่เค้าเลยพาไปอีกที่นึงแถวๆ กิ่งแก้ว





จากนั้นวันสัมภาษณ์ ก็ ได้พบกับเพื่อนๆมากขึ้นละ เพื่อนคนแรกที่รู้จักคือ น้องอ้อม สิริกานดา ^^ เริ่มรู้สึกว่าที่นี่ มีแต่คนแปลกๆ ^^ แต่ก็ลองอยู่ไปละกัน ไหนๆก็ติดที่นี่แล้วหนิ










พออยู่ไปซักพัก รู้สึกว่าที่นี่ ไม่เห็นจะเหมือนกับตอนอยู่มัธยมเลย


เริ่มจาก


- พี่ๆ ที่นี่ดูแลดีมากๆ ให้ทำความรู้จักพี่ๆ ภาคอื่นด้วย แล้วคอยมาดูแล และมีน้ำใจเลี้ยงข้าวเย็นน้องๆด้วย ดีจัง ^^


- เพื่อนๆ ทำไมมีคนหน้าตาดีๆ เยอะแยะเลย ^^ ทำให้ที่นี่น่าอยู่ขึ้นเยอะเลย อิอิ


- อาจารย์ มีการทักทายกับนักเรียน (รุ่นพี่) แบบเป็นกันเองจังเลย เรียนๆไปน่าจะไม่เคลียดมั้ง


- กิจกรรม มีการปรับพื้นคณะ ปรับพื้นภาค ก้าวแรก ฯลฯ คิดว่าทำไมอยู่ๆไปแล้ว สนุกจังเลย

จากนั้น ก็เริ่มเปิดเทอม ประเดิมด้วย งานตัดแมสดีไซน์ เย้ๆๆ สนุกจังเลย วาดรูป(ดีไลน์) ก็ยังสนุกอยู่

ต่อมาเจอกะคอน คัดไทย (คัดแล้วคัดอีก) ชักจะยังไงยังไงละ ทำไมงานมันเริ่มเยอะๆ แถมต้องเข้าเชียร์อีก

จะทำไงดี งานก็ต้องทำ กิจกรรมก็ควรร่วม ก็เลย เลือกทำทั้ง 2 อย่าง แล้วก็ต้องอดนอน - -' ทำไปซักพัก ก็รู้สึกชินละ 555+



พออยู่ ปี 2-4 ชักรู้สึกว่า เรียนๆไปทำไมเกรดไม่ดีเลย สงสัยเลือกผิดสาขารึเปล่า 555 แต่ก็สายไปละที่จะถอนตัวตอนนี้ ก็เลย เลือกที่จะเรียนต่อให้จบ อีกไม่กี่ปีเองหนิ(พูดกะตัวเอง)


พอมาปี 5 ยังเจอกับสถานการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่อีก ได้ข่าวมาว่ารุ่นพี่หางานยากมาก เอาแล้วไง จบไปแล้วจะได้งานมั้ยหล่ะเนี่ย จะเรียนต่อดีมั้ย หรือทำงานสาขาอื่น อยู่ดีๆ ก็มีความคิดว่าอยากเรียนทำอาหารขึ้นมา แต่ก็เป็นเพียงความคิดเท่านั้น ลองไปสมัครงานก่อนดีกว่า ถ้าไม่มีงานยังไงค่อยเรียนทำอาหารต่อก็ได้

ในวงจรชีวิตปีนึงๆ
ผมชอบตอนรับน้อง กับตอนช่วยพี่ทำทีสิส มากที่สุด
ไม่รู้สิครับ แม้มันจะเป็นช่วงเวลาที่ห่างกันเกือบปี แต่ความรู้สึกดีๆมันไม่ต่างกันนัก
เป็นความรู้สึกของการ.... ^^
ทัศนคติหลังจากเรียนจบ"ถาปัด"

เริ่มจากการได้ไปทดลองฝึกงานมา รู้สึกว่า ความรู้สึกตอนทำงาน กับตอนเรียนทำไม มันไม่เหมือนกันเลย ตอนเรียน ทำงานสนุกสนาน เฮฮา อยู่กับเพื่อนๆ มากมาย ดึกๆ ก็พัก ตอนมีงานก็ทำงานไป ชิลด์ไป
แต่ตอนทำงาน ไม่ได้เลย เจอกับรุ่นพี่ที่อาวุโสกว่า จะเล่นด้วยก็เกรงใจ ^^'' ไปฝึกกะเพื่อนอีกคน ก็พอจะมีเพื่อนคุยอยู่บ้าง ช่วงพักกลางวันเจอเพื่อน ที่ฝึกงานอยู่แถวๆ เดียวกัน มันก็มาเล่าประสบการณ์ของบริษัทมันให้ฟัง ก็รู้สึกว่า การเห็นมนุษย์เงินเดือน ช่างไม่น่าพิศมัย เอาซะเลย ถ้าจบไปแล้วต้องทำงานกับผู้ใหญ่ จะไหวมั้ยเนี่ย ต้องทำงานแบบไม่สนุกสนานเหมือนตอนเรียน
แต่ก็คิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว เรียนมาจนขนาดนี้ อยู่มาจนขนาดนี้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด จะเจออะไรก็ต้องเจอ แล้วก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ คนอื่นยังทำได้ แล้วทำไมเราถึงจะทำไม่ได้ พ่อแม่เหน็ดเหนื่อยกว่าเราหลายเท่ากว่าจะมาถึงจนวันนี้ แต่กับเรา เรื่องแค่นี้จะทำไม่ได้ได้ไง ยังไงก็ต้องลอง สู้ๆๆๆ ^_____^







My Idol My Architecture.




1. Santiago Calatrava

ผลงาน : Lyon-Satolas Airport Railway Station